ผลจากเศรษฐกิจ แบบบริโภคนิยม
posted on 18 Mar 2005 06:21 by sriprojectเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยมคืออะไรนะหรือ
มันก็คือการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นให้เกิดการบริโภคเยอะ ๆ
ทำไมถึงได้อยากจะกระตุ้นการบริโภคนักนะหรือ ก็เพื่อที่จะให้ผู้ผลิตสินค้า ขายสินค้าได้มากๆ จะได้ได้กำไรมากๆ ซึ่งกำไรนี้ ก็เกี่ยวพันถึงความอยู่รอดของผู้ผลิตสินค้าทีเดียว
และการผลิตสินค้าทีละจำนวนมากๆ ยังช่วยลดต้นทุนการผลิต ต่อสินค้า 1 หน่วยอีกด้วย เพราะการซื้อวัตถุดิบในการผลิต ซื้อครั้งละเยอะๆ จะได้ในราคาที่ต่ำกว่า
อีกทั้งแนวคิดบริโภคนิยม เชื่อว่าความสุขของมนุษย์มาจากการบริโภค ยิ่งบริโภคมาก ก็ยิ่งมีความสุขมาก
ดูผิวเผิน มันก็ดี ผู้ผลิตมีรายได้มากผู้บริโภคก็มีความสุขกับการบริโภคสินค้าและบริการปริมาณมาก
แต่มันดีแล้วจริงหรือ?
หลักเศรษฐศาสตร์ คือ "การนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด มาใช้ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ซึ่งมีอยู่อย่างไม่จำกัด ให้คุ้มค่าที่สุด"
การผลิตสินค้ามากๆ ก็ต้องใช้วัตถุดิบในการผลิตมาก
วัตุถุดิบ ก็มาจากทรัพยากรธรรมชาติ
มองในอีกแง่หนึ่ง เศรษฐกิจแบบ บริโภคนิยม ก็เป็นการผลาญทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ผลิต ผลิตสินค้าได้มากๆ เพื่อที่จะได้ขายได้มากๆ เพื่อจะได้มีกำไรมากๆ
ถ้าผลิตสินค้าไว้มากๆแล้วขายไม่ออก ก็ยิ่งทำให้ขาดทุนย่อยยับมากตามเงินที่ลงทุนไป เป็นความเสี่ยงอันใหญ่หลวงของผู้ผลิตอีกด้วย
ขายสินค้าได้ 9,000 ชิ้น จากที่ผลิตมา 10,000 ชิ้น ยังดีกว่าขายสินค้าได้ 20,000 ชิ้น จากที่ผลิตมา 50,000 ชิ้น
อีกทั้งการผลิตสินค้ามากเกินไปยังเป็นการผลาญทรัพยากรธรรมชาติโดยเปล่าประโยชน์
การกระตุ้นการบริโภคมากเกินไป ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ความจริงเขาอาจจะไม่ได้อยากจะใช้จ่ายมากก็ได้ แต่เขาถูกกลยุทธ์ทางการตลาด โน้มน้าวให้ต้องจ่ายเงินซื้อสินค้ามากเกินความต้องการและความจำเป็นของตนเอง
ท่านผู้อ่านเคยตั้งคำถามหรือเปล่า ว่าสิ่งที่ตนเองซื้อไปนั้น คือสิ่งที่ตนเองต้องการจริงหรือเปล่า?
อย่างเช่น การเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยใช้บรรจุภัณฑ์หรู ๆ ดูมีราคา ห่อกระดาษห่อพลาสติิกตั้งหลายชั้น ผู้บริโภคเขาอยากได้สินค้า ไม่ได้อยากได้บรรจุภัณฑ์ แต่ก็ต้องยอมจ่ายเงินให้กับค่าบรรจุภัณฑ์นั้น
แถมยังสร้างค่านิยมอีกว่า การบริโภคสินค้าที่บรรจุภัณฑ์หรูหราอย่างนี้ เป็นความโก้ หรู ถ้าซื้อกล่องเรียบ ๆ ถือว่าไร้รสนิยม
บรรจุภัณฑ์ที่ดี ควรจะช่วยป้องกันความเสียหายให้กับตัวสินค้าได้ดี และสะดุดตาผู้พบเห็น แต่ไม่ได้หมายความว่า มันจะต้องห่อหลายชั้นเกินไป หรือลงทุนเพื่อความสวยงามมากจนราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเยอะนัก
และบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ ก็ไม่แน่ว่ามันจะย่อยสลายได้เร็วขนาดไหน พอมันกลายเป็นขยะแล้วมันจะเป็นสารพิษขนาดไหนกัน ? มีใครตระหนักถึงเรื่องนี้สักแค่ไหน ?
ผู้ผลิตสินค้า ตั้งเป้าหมายว่าต้องขายสินค้าให้ได้มากที่สุด แต่กลับละเลยการตั้งเป้าหมายที่จะให้สินค้าที่ตนเองผลิต เกิดประโยชน์แก่ผู้บริโภคหรือต่อโลกนี้อย่างสูงสุด
แทนที่จะหาวิธีที่จะทำให้สินค้ามีอายุการใช้งานยาวนาน ให้ได้ใช้กันอย่างคุ้มค่าที่สุด แต่กลับออกแบบสินค้าให้ตกรุ่นไว ๆ เพื่อที่จะได้ผลิตรุ่นใหม่ไปขายได้เร็ว ๆ
ผู้บริโภค ถูกปลูกฝังให้มีความสุขกับการครอบครองวัตถุ มากกว่าการนำวัตถุไปใช้ประโยชน์
การขายสินค้ารวมกันเป็นชุด ไม่แยกขาย หากคนอยากซื้อต้องจำใจซื้อทั้งชุดทั้งที่อยากได้แค่สินค้าบางตัวในชุด นี่ก็กระตุ้นให้เกิดการบริโภคเกินความต้องการ
หรือการเอาสินค้าที่ต้นทุนการผลิตต่ำมาก มาทำให้ดูเหมือนต้นทุนการผลิตสูง เพื่อจะขายได้ราคาสูงๆ นี่ก็ไม่ยุติธรรมกับผู้บริโภคเท่าไรนัก
เมื่อค่าใช้จ่ายมากขึ้น คนก็ต้องทำงานหนักขึ้น คนทำงานก็เป็นปัจจัยการผลิตด้วย คนเหล่านี้ก็หาเงินด้วยการกระตุ้นการบริโภคสินค้าที่ตนมีส่วนร่วมในการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อคนทำงานหนักขึ้น คนก็มีเวลาพักผ่อนน้อยลง มีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลง มีเวลาสร้างความฝันให้กับตัวเองน้อยลง มีเวลาให้กับการใส่ใจเรื่องจรรยาบรรณน้อยลง
มนุษย์ทุกคนมีฐานะเป็นผู้บริโภค ฉะนั้นผลเสียก็ตกอยู่กับมนุษย์ทุกคน
และผลเสียอย่างใหญ่หลวงในระยะยาวที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นอีกว่า สักวันทรัพยากรธรรมชาติจะไม่พอมาหมุนเวียน ในการผลิตสินค้า
ปริมาณสินค้าที่ผลิตได้กับปริมาณสินค้าที่ขายได้ ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จเสมอไป
ยกตัวอย่างง่ายๆคือพวกสินค้าการเกษตรอย่างกุ้งทะเล ยิ่งผลิตมากต้นทุนยิ่งสูง แถมราคาที่ขายได้ก็ตกต่ำลง

ถ้าไม่อยากเพิ่มขยะ ต้องเพิ่มคุณค่าของสิ่งที่เราผลิต
การพิมพ์จำนวนน้อยคุณภาพดี และขายราคาแพง
ก็เป็นทางออกแบบหนึ่งครับ
#1 By ข่าวประชาสัมพันธ์ (61.91.144.239) on 2005-09-03 00:36