ขณะที่ผมกำลังเขียน Entry นี้ เป็นวันที่ผมเพิ่งกลับมาจากการฝึกงาน ที่สถานีวิจัยประมงชายฝั่งสมุทรสงคราม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สภาพจิตใจของผมระหว่างการฝึกงานถือว่าแย่ แย่มากกว่าตอนที่อยู่กำแพงแสน ทั้งที่วันๆมีงานที่ต้องทำน้อยกว่าที่คิดมาก
เป็นเพราะผมรู้สึกเหมือนตนเองเป็นแกะสีแปลกประหลาดท่ามกลางฝูงแกะสีเทา ที่จะทำอะไรก็มักจะโดนขัดคอ ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย เป็นระยะเวลานานมาก
ยิ่งมีเวลาว่างมาก ก็ยิ่งคิดฟุ้งซ่านมาก
ทุกวัน มีแต่ความหวาดระแวง ว่าเพื่อนร่วมงาน(ที่กวนตีนกว่าตอนอยู่กำแพงแสนหลายเท่า ขุดปมด้อยคนอื่นมาล้อกันได้อย่างไม่รู้สึกผิด)มันจะทำผิดกฎสถานี จนโดนไล่ออกหรือเปล่า
ถ้าเพื่อนโดนไล่ออก จำนวนคนที่จะมาช่วยแบกเครื่องสูบน้ำหนักไม่รู้กี่สิบโล กี่ร้อยโล ก็จะน้อยลง
บ่อยครั้ง ผมเห็นคนอื่นทำในสิ่งที่ผมคิดว่าไม่ถูก แต่ก็ไม่สามารถห้ามปรามได้
ยังดีที่อย่างน้อย เพื่อนร่วมงานของผมก็ช่วยกันทำงาน ให้งานผ่านไปด้วยดี โดยไม่มีใครโดนไล่ออก เจ้าพวกนี้ก็มีดีกว่าที่ผมคิดไว้ก่อนจะมาฝึกงานที่นี่มาก
ผมเป็นคนที่แรงน้อยกว่าผู้หญิงเสียอีก ผมทำงานได้ไม่ค่อยคล่องตัวเท่าไร เมื่อคนชอบสร้างผลงานของผมสร้างผลงานได้น้อย ย่อมทำให้รู้สึกแย่ลงเรื่อยๆ
ต้องคอยพึ่งเพื่อนร่วมงาน ที่ชอบเอาของเสียๆเข้าร่างกาย (เหล้า บุหรี่) ที่มันแรงเยอะกว่าผม คอยช่วยอยูบ่อยๆ
ผมทำงานได้ไม่คล่องอย่างนี้ ผมจะโดนไล่ออกหรือเปล่าก็ไม่รู้
ผมอยากจะทำด้วยตัวเองมากกว่านี้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้
ความเครียดสะสมทุกวัน ทุกวัน ผลงานจากวาดรูปด้วยดินสอ กระดาษ ยางลบ เริ่มลดลงเรื่อยๆ
กระทั่งวันท้ายๆ กำลังใจจะจับดินสอวาดรูปอย่างตอนไปกำแพงแสน ก็ยังไม่เหลือ
เมื่อเหลือเวลาอีก 10 วัน ก่อนจะได้กลับบ้าน ผมตั้งใจว่า กลับมาถึง จะไปกินซิสเลอร์ในห้างแถวบ้านให้หนำใจ เพราะผมอยู่ในสถานีฝึกงาน ผมกินเนื้อกับผักที่อร่อยๆ น้อยกว่าที่ผมต้องการมาก ส่วนใหญ่ได้กินแต่แป้งกับผัก
ซิสเลอร์มีทั้งเนื้อทั้งผักให้ผมกินอย่างหนำใจ ตอนที่ผมกลับมาจากกำแพงแสน ผมกินไปหนำใจมาก
ก่อนหน้านั้นไปอีก บางครั้งผมก็ซื้อของจาดตลาดแถวบ้านมาทำอาหารกับแม่เอง บางทีของที่ผมซื้อก็แพงมาก (เช่น กุ้งตัวละ 2 ขีด ราคากิโลกรัมละสี่ห้าร้อยบาท) แต่ผมถือว่านานๆซื้อกินที อาหารที่ผมทำ ผมเลือกของดีๆมาทำไว้ก่อน
จนกระทั่งเหลืออีก 3 วัน ก่อนกลับบ้าน
รุ่นพี่ที่เป็นหัวหน้าสถานี ใจดีมาก ขับรถกระบะพาเด็กฝึกงานที่เหลืออยู่ 14 ชีวิต ไปกินบุฟเฟ่ต์หมูกระทะในเมืองด้วยกัน ซึ่งผมก็ได้กินไปเยอะมาก
วันก่อนกลับบ้าน ก็มีจัดเลี้ยง มีของกินเพียบ หมูย่างไม่รู้กี่โล ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด เฟรนช์ฟราย ต้มยำ ส้มตำ ขนมหวานที่เหลือจากงานอบรมเกษตรกรเมื่อตอนบ่าย แถมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(ซึ่งผมไม่กิน)อีกหลายลัง งานนี้ผมก็กินไปเยอะ
ผมเครียดมาก ผมจึงหาความสุขใส่ตัวด้วยการกิน กินเข้าไป (แม้ว่าของที่กิน จะไม่ใช่ของที่ถูกใจสุดๆเหมือนอย่างที่ผมเลือกทำเลือกกินเองในเมือง)
หวังว่าความสุขจากการกิน มันจะทำให้ผมสบายใจขึ้น
แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่ผมหวัง ผมยังรู้สึกแย่ กับของกินมากมายที่เหลือเต็มโต๊ะ เศษขยะมากมายที่เกิดขึ้น เสียงเพื่อนคุยโทรศัพท์ทะเลาะกับแฟน ของกินที่มันจุกแน่นเต็มทางเดินอาหาร และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมา(แม้จะเพียงเล้กน้อย)
คืนวันนั้น ผมตัดสินใจว่า เมื่อผมได้กลับมาถึงบ้าน ผมจะไม่หาความสุขด้วยการจ่ายเงินกินของหรูๆ แพงๆ ขอพักระบบทางเดินอาหารเสียบ้าง
เช้าวันเดินทางกลับ ผมไม่กินอะไร
มีเรื่องหลายเรื่องที่ผมอยากทำที่นี่ แต่ผมไม่สามารถทำได้ ด้วยแรงกดดันหลายๆอย่่าง แต่นี่คือเช้าวันเดินทางกลับแล้ว ถ้าไม่ทำ ผมจะไม่มีโอกาสทำอีก และผมไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ที่บ้านในกรุงเทพฯ
ผมให้เพื่อน(ซึ่งที่ผ่านมาผมรู้สึกเกรงใจมาก ที่จะขอความช่วยเหลือ) ขี่มอร์เตอร์ไซค์ พาผมไปยังบ่อเก็บน้ำหลัก ขนาด 16 ไร่ เพื่อเก็บสาหร่ายกลวง ซึ่งเจริญเติบโตอยู่มากมายในบ่อ
แวะบ่ออนุบาลลูกกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นน้ำกร่อย ความเค็ม 15 PPT (15 ส่วน ในพันส่วน) เก็บสาหร่ายชนิดหนึ่ง ซึ่งผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือสาหร่ายสปีชีส์ไหน รู้แต่ว่าเคยเด็ดมาชิมแล้วอร่อยด เพิ่งรู้ตอนเช้านี้ว่าคนแถวนี้เรียกว่า "สาหร่ายไส้ไก่"
เดินกลับไปถึงบ้านพัก เก็บชะคราม ซึ่งเจริญเติบโตอยู่ทั่วไปในสถานี จนสัปดาห์ที่2 ของการฝึกงาน ได้รับคำสั่งมาว่าให้ถางต้นชะครามส่วนเกิน บริเวณรอบๆบ่อกุ้ง เพื่อให้เดินไปให้อาหารได้สะดวกขึ้น
เก็บผักเบี้ยที่มีมากพอๆกับชะคราม
กุ้งกุลาดำสดๆแช่แข็งในตู้เย็น ซึ่งเพื่อนๆไปงมในคลองส่งน้ำ จับกุ้่งด้วยมือเปล่าในคลองน้ำขุ่นๆได้รวมกันหลายสิบตัว ระหว่างการฝึกงานก็ถูกย่างกินไปบ้าง
ผมกะว่าจะขอแบ่งกลับบ้านแค่5-6 ตัว แต่ว่ามีเพื่อนแค่คนเดียวที่จะเอากลับบ้านไปอวดพ่อแม่ คัดกุ้งตัวใหญ่ๆไป6 ตัว เหลือให้ผมอีกหลายตัว
เมื่อกลับถึงบ้าน ผมก็ร่วมมือกับแม่ ทำ สลัดสาหร่ายกุ้งต้ม กับไข่เจียวชะครามผักเบี้ย
ปรุงอาหารอย่างง่ายๆ แค่หั่นผัก ลวกผัก ต้มกุ้ง เจียวไข่ น้ำสลัดก็ซื้อสำเร็จรูปเอา
ปริมาณอาหารมื้อค่ำวันนี้ น้อยกว่าที่ผมไปกินหมูกระทะมาก
ลองชิมดูแล้ว สลัดสาหร่ายอร่อยดี แต่ก็ยังไม่อร่อยเท่ากับที่ไปกินซิสเลอร์หรือร้านอาหารหรูๆร้านอื่นๆ เนื่องจากว่าน้ำสลัดที่ซื้อมา มันไม่ค่อยเหมาะกับสาหร่ายสดเท่าไร ถ้าใช้น้ำสลัดงาแบบญี่ปุ่น เหมือนในร้านซิสเลอร์ น่าจะอร่อยกว่านี้ ทำน้ำยำเปรี้ยวๆเผ็ดๆแบบยำไทยๆก็น่าจะอร่อยกว่า
ที่ทำกินวันนี้ สาหร่ายกลวงรสสัมผัสอร่อยกว่าสาหร่ายไส้ไก่
ส่วนไข่เจียวชะครามผักเบี้ย อร่อยมาก อร่อยแบบเรียบง่าย ไม่ต้องใช้วิธีการปรุงที่ซับซ้อนเลย
ยังมีน้ำซุป ซึ่งเป็นน้ำที่เอามาต้มกุ้ง ลวกผัก ลวกสาหร่าย น้ำซุปนี้รสชาติดีมาก
ต้นสาหร่ายไส้ไก่ กินไม่อร่อยเท่าไร แต่น้ำซุปจากการต้มสาหร่ายไส้ไก่ อร่อย มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ดี
กุ้งกุลาดำ ก็เนื้อแน่น หวาน อร่อยกว่ากุ้งขาวที่ซื้อจากตลาดมาก (ปัจจุบัน มีผู้เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำในประเทศไทยน้อยมาก เกษตรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลในประเทศไทยเกินกว่า 95% เลี้ยงกุ้งขาวแทน เพราะเลี้ยงง่ายกว่า หาตลาดง่ายกว่า)
อาหารมื้อค่ำวันนี้ ไม่ใช่ของราคาแพง ไม่ใช่ของหรูหรามากนัก สาหร่าย ผักเบี้ย ชะคราม ก็เก็บมาฟรีๆ กุ้งก็มีเพื่อนให้มาฟรีๆ สลัดสาหร่าย ก็รสชาติไม่ดีเท่ากับที่ตั้งเป้าหมายไว้
แต่ผมมีความสุข ที่ได้ทำอาหารมื้อค่ำวันนี้ ให้ตัวผมและแม่ผมได้กิน
เพราะผมได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
และผมมีความสุข ที่ได้เรียนรู้การปรุงอาหารด้วยสาหร่าย จากการทำอาหารมื้อค่ำวันนี้
ถึงแม้จะยังไม่รู้วิธีที่ดีที่สุด แต่ก็ได้คิดแนวทางใหม่ๆได้
ความสุขไม่จำเป็นต้องเกิดจากการบริโภคเสมอไป การได้สร้างสรรค์ การได้เรียนรู้ ก็ทำให้มีความสุขได้