ประเทศผู้นำเข้าสินค้า อย่างเช่น ประเทศในกลุ่ม EU หรือสหรัฐอเมริกา ออสเตรเรีย จะกำหนดมาตรฐานสินค้าที่จะนำเข้า หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด ก็จะส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ไม่ได้
ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวผม ก็มาตรฐานสินค้าการเกษตร ที่มักจะกำหนดว่า
ห้ามปนเปื้อนสารเคมี เช่น ไนโตรฟูแรน คอแรมเฟริคอล มาลาไคท์กรีน ปุ๋ยเคมี ฯลฯ
ขั้นตอนการผลิต ต้องไม่ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม ห้ามปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ มีสุขอนามัยที่ดีในฟาร์ม จำกัดปริมาณปลาป่นที่ใช้ในอาหารสัตว์ (เพราะปลาป่น มาจากปลาทะเลที่จับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นการเบียดเบียนธรรมชาติอยู่)
วัตถุดิบการผลิตทั้งหมด ต้องปราศจากการตัดต่อพันธุกรรม (GMO) หากจะเลี้ยงกุ้ง ก็ต้องใช้อาหารกุ้งที่ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นGMO
ต้องมีสวัสดิภาพสัตว์ ห้ามทรมาณสัตว์ ต้องให้สัตว์อยู่อย่างสบาย
คนบางกลุ่ม มองว่ามาตรฐานเหล่านี้นำมาซึ่งความยุ่งยากในการผลิตสินค้า เพิ่มต้นทุนการผลิตสินค้า เป็นการกีดกันทางการค้า เพื่อมิให้สินค้าเหล่านี้ตีตลาดสินค้าที่ผลิตในประเทศผู้นำเข้าเหล่านี้ได้
แต่จากที่ผมได้พูดคุยกับลุงประยูร แห่งสุรีรัตน์ฟาร์ม ลุงแกกล่าวว่า
"มาตรฐานเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อกีดกันทางการค้า
แต่มีไว้เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในประเทศของเขา
และมีไว้เพื่อสภาพแวดล้อมของประเทศผู้ส่งออกสินค้าไปขายในประเทศของเขาด้วย
พวกรัฐบาล ชอบคิดแทนเกษตรกร คิดว่าเกษตรกรไม่สามารถทำตามมาตรฐานพวกนั้นได้ แต่ความจริงแล้วเกษตรกรทำได้ เกษตรกรที่มารวมกลุ่มกับผมทุกคนก็ทำได้"
เกษตรอินทรีย์ มิได้มีไว้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ทางการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มีไว้เพื่ออุดมการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพด้วย