ปัจจุบันนี้ การแบ่งขั้นอำนาจเกิดขึ้นจริงในสังคมมนุษย์
ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า ก็ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัวได้มากกว่า
ยกตัวอย่างเช่น พนักงานบริษัทที่ทำงานงก ๆ ให้กับบริษัท แต่ว่า ค่าตอบแทนของพนักงานก็ขึ้นกับนายจ้าง
นายจ้างก็คิดเสียว่า "จ่ายค่าจ้างไปแล้ว พนักงานก็ต้องทำงานให้คุ้มกับค่าจ้างที่จ่ายไป" มันก็มีส่วนถูกนะ
แต่เผอิญว่า ผู้ว่าจ้างดูจะมีอำนาจการตัดสินใจเหนือกว่า ที่จะตัดสินใจว่า "ทำงานให้ได้เท่านี้ ถึงจะคุ้มค่าจ้าง"
นอกจากเรื่องการทำมาหากินแล้ว เรื่องทั่ว ๆ ไป มนุษย์ก็ยังคงแบ่งลำดับขั้นอำนาจ
ลูกต้องเชื่อฟังพ่อแม่ พ่อแม่มีอำนาจเหนือกว่าลูก
มนุษย์โลกถูกปลูกฝังความเป็นคนชาตินั้นชาตินี้ ความเป็นผู้นับถือศาสนานั้นศาสนานี้ อยู่ภายใต้อุดมการณ์ทางการเมืองแบบนั้นแบบนี้
ทำไมมนุษย์จ้องจะเป็นเจ้าของคนอื่นนะหรือ ทำไมจะต้องหาทางมีอำนาจเหนือคนอื่นนะหรือ ก็เพราะมันทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างง่ายขึ้นนะซี ฉันจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ แกต้องทำให้ฉัน
ในเมื่อเข้าใจแล้วว่าทำไมมนุษย์จึงแสวงหาอำนาจที่เหนือกว่า ก็ลองมาทำความเข้าใจอีกสักหน่อยว่า ทำไมมนุษย์จึงยอมตกเป็นทาส ทำไมมนุษย์จึงยอมเสียอิสรภาพของตนเอง
ผมได้ศึกษางานเขียนด้านปรัชญา จิตวิทยา บริหารธุรกิจ จากหนังสือหลายเล่ม ของนักเขียนหลายคน เช่น
Stephen R. Covey ผู้เขียนหนังสือ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง,อุปนิสัยที่ 8 จากประสิทธิผลสู่ความยิ่งใหญ่
ประพนธ์ ผาสุกยืด ผู้แปลหนังสือ ถอดความคำบรรยายของ OSHO นักปราชญ์ชาวอินเดียหนังสือเล่มที่กล่าวถึงการแบ่งลำดับขั้นอำนาจที่เนื้อหาค่อนข้างลึกซึ้ง และตีแผ่เรื่องที่คนทั่ว ๆ ไป ไม่ค่อยจะนึกถึง หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า "หลุด"
Robert T. Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับวิธีคิดทางธุรกิจ การเงิน ชุด "พ่อรวยสอนลูก"
ทันตแพทย์สม สุจีรา ผู้เขียนหนังสือแนวธรรมะวิทยาศาสตร์หลาย ๆ เล่ม
จากข้อมูลที่ผมศึกษาจากงานเขียนของคนเหล้านี้ ก็สรุปได้ว่า สาเหตุที่มนุษย์ยอมตกเป็นทาส ก็เพราะ "มนุษย์ยินยอมให้เป็นเช่นนั้นเอง"
ผมขอยกถ้อยคำของ OSHOที่ท่าน ดร.ประพนธ์แปลให้มาประกอบเลยแล้วกัน ผมคิดว่าถ้อยคำเหล่านี้เข้าใจง่ายดี
"ข้าพเจ้าเชื่อว่าลึกลงไปในตัวคนนั้น
จริง ๆ แล้ว มักจะกลัวอิสรภาพ
ในจิตใต้สำนึกของพวกเขารู้ดีว่า
อิสรภาพจะนำปัญหามากมาย
พวกเขาไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน
พวกเขายังอยากจะอยู่ในคุกที่แสนจะอบอุ่น"
ดังเช่นกรณีตัวอย่าง ที่ผมไปหาข้อมูลมาเพิ่ม จากกระทู้เมื่อปี ค.ศ. 2007 ของท่านบร้ะเจ้า เทพเมพขริงขริง สกาล ศรีสุวรรณ นักวาดชื่อดังของไทย ที่มีผลงานชั้นเยี่ยม Go inter ไปแล้ว
และกระทู้เรื่องสิทธิที่ศิลปินพึงจะได้รับจากเวบบอร์ดเดียวกัน
ถ้าท่านผู้อ่านขี้เกียจอ่านจนครบ ผมก็จะสรุปใจความสั้น ๆ ว่า
"ศิลปินถูกผู้ว่าจ้างเอารัดเอาเปรียบ เรื่องการแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์จากผลงานที่ศิลปินเหล่านั้นวาดขึ้นมา ก็เพราะว่า ตัวศิลปินนั้น ๆ ยินยอมให้ถูกเอาเปรียบเอง ตัวศิลปินคนนั้น ๆ ไม่ได้เรียกร้องสิทธิ์นั้นอย่างจริงจังและไม่คิดรวมกลุ่มกันเพื่อให้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น"
แล้วก็มามองถึงสาเหตุลำดับขั้นต่อไปว่า "ทำไมจึงยอมถูกเอาเปรียบล่ะ" ก็เพราะว่ากระบวนการทำให้ตนเองมีสิทธิ์ในการหากินจากผลงานมากขึ้น การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่มันยากนะซี วาดภาพ ขายผลงาน รับตังค์ วาดภาพต่อไป ขายผลงาน รับตังค์ เอาตังค์ไปซื้ออาหาร ซื้อเกมมาเล่น มันดูเป็นกระบวนการที่เรียบง่ายกว่าเยอะ ไม่ต้องคิดทำการตลาดเองนัก ความเสี่ยงก็ไม่ต้องแบกไว้เยอะ คนรับความเสี่ยงก็คือบริษัทที่ซื้อผลงานไปโน่น ถึงเขาจะเจ๊ง แต่อย่างน้อยคนวาดก็ได้ค่าจ้างต่อภาพ ที่(ดูเหมือนว่าจะ)คุ้มความเหนื่อยแล้ว
หากจะกล่าวถึงกรณีเรื่องศิลปินกับบริษัทที่มาว่าจ้าง ก็อาจจะเข้าใจยากไปหน่อย เป็นเรื่องเฉพาะทางเกินไป
ผมจะยกตัวอย่างที่เข้าใจง่าย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ OSHO เคยเอามาบรรยายนั่นละ
ผมจะไม่ยกข้อความทั้งหมดของเรื่องนี้มาแบบเป๊ะ ๆ หรอกนะ แต่จะเอาใจความสำคัญมาให้อ่านกัน
"มีนกตัวหนึ่งอยู่ในกรง มีคนใจดีพยายามที่จะปลดปล่อยมันออกมาจากกรง
คนใจดีเปิดประตูของกรงนกให้ แต่นกก็ไม่ยอมออกไปจากกรงเอง
คนใจดีต้องจับนกออกมา แล้วเดินไปไกล ๆ จากนั้นก็โยนนกออกไปไกล ๆ ให้มันบินหนีไปไกล ๆ
ทว่า วันรุ่งขึ้น นกก็กลับมาอาศัยในกรง
ทำไมนะหรือ ก็เพราะว่าในกรงมันสบายไง มันดูเหมือนจะปลอดภัย สัตว์ร้ายจะเข้ามาทำอันตรายก็ลำบาก (แต่ถ้าคนที่เป็นเจ้าของนกตัวนั้น จะจับนกไปกิน ก็ง่ายเสียเหลือเกิน) แถมไม่ต้องหากินเอง มีคนเอาอาหารมาป้อนให้ที่กรงทุกวัน"
ทั้ง Stephen R. Covey, OSHO, Robert T. Kiyosak, ทันตแพทย์สม สุจีรา ต่างก็ให้ข้อสรุปในแนวทางเดียวกันว่า "การจะมีอิสรภาพได้ จะต้องมีความรับผิดชอบมากเพียงพอ"
นักธุรกิจกับลูกจ้างกินเงินเดือน ใครมีอำนาจมากกว่ากัน? นักธุรกิจต้องแบกรับความเสี่ยงไว้มากกว่าลูกจ้างก็เลยมีอำนาจเหนือกว่าไง ลูกจ้างมีโอกาสได้รับรายได้ที่เร็วกว่า แต่นักธุรกิจนั้น กว่าจะมีรายได้เข้าบริษัท ก็ต้องหาทางขายสินค้าหรือบริการไปให้ได้เสียก่อน ยังไงก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะคืนทุน กว่าจะมีกำไรงอกงามขึ้นมา
ทำไมพ่อแม่ต้องคอยไล่จี้ให้ลูกทบทวนบทเรียน ถ้าพ่อแม่ไม่ไล่จี้ ลูกจะมีความรับผิดชอบมาดูหนังสือสอบเองไหม ? แล้วลูกจะสอบผ่านไหม ? ถ้าไม่โดนไล่จี้ อาจจะหนีไปเที่ยว ไปเล่นเกมจนไม่เป็นอันเรียนก็ได้
ดังนั้น ก่อนที่จะเรียกร้องอะไร ก็ข้อให้ทำตัวเองให้คู่ควรที่จะได้รับสิ่งที่เรียกร้องด้วย